สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยสถานการณ์ ความมั่นคงอาหารของประเทศไทย ปี 2568 ว่ายังคงอยู่ในระดับดีและมีความมั่นคง โดยผลการวิเคราะห์พบว่า ทุกจังหวัดทั่วประเทศมีปริมาณสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชน สะท้อนศักยภาพระบบการผลิตอาหารของไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวได้นำเสนอในที่ประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมี นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นประธาน โดย สศก. ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก ปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัด ครอบคลุมสินค้าเกษตร 3 กลุ่มหลัก รวม 706 ชนิด ได้แก่
-
กลุ่มพืช 516 ชนิด
-
ปศุสัตว์ 24 ชนิด
-
ประมง 166 ชนิด
ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมทั้งสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงจำนวนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ปริมาณผลผลิตรายปีและรายเดือน ตลอดจนการกระจายผลผลิตทั้งภายในและระหว่างจังหวัด
จากการวิเคราะห์ ความมีอยู่ของสารอาหาร (Nutrient Availability) โดยคำนวณจากปริมาณผลผลิตที่บริโภคได้เทียบกับความต้องการสารอาหารต่อคนต่อวันตาม Thai Recommended Daily Intake (Thai RDI) พบว่า ทุกจังหวัดมีสารอาหารเพียงพอต่อการบริโภคในปี 2568 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การบริหารจัดการความมั่นคงอาหารระดับพื้นที่ รวมถึงการวางแผนด้านโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกร
นอกจากนี้ สศก. ยังได้วิเคราะห์ อัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร (Self-Sufficiency Ratio: SSR) ระดับจังหวัด ปี 2568 โดยครอบคลุมสินค้าเกษตรสำคัญ 103 ชนิด ใน 76 จังหวัด พบว่าไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหารเพื่อบริโภคภายในประเทศอย่างเข้มแข็ง โดยมี สินค้า 15 ชนิดที่มีอัตราการพึ่งพาตนเองสูง (SSR มากกว่า 100) ได้แก่
ข้าวเจ้า สุกร ปลานิล ไก่เนื้อ โคเนื้อ ไข่ไก่ มันสำปะหลังโรงงาน ปลาดุก กุ้งขาวแวนนาไม อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน ข้าวเหนียว น้ำนมวัวดิบ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ข้อมูล SSR ยังสะท้อนความเพียงพอของผลผลิตในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการกำหนด โซนนิ่ง (Zoning) เพื่อวางแผนการผลิต ลดการนำเข้า และกำหนดนโยบายภาคเกษตรได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะสินค้าที่บางพื้นที่มีการผลิตไม่เพียงพอ เช่น โคเนื้อ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการกระจายผลผลิตจากจังหวัดที่มีผลผลิตส่วนเกิน
ในด้านการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญหลายด้านในปีงบประมาณ 2568 อาทิ
🌱 โครงการเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farming) ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ
💧 การบริหารจัดการน้ำและขยายพื้นที่ชลประทาน พร้อมระบบเตือนภัย
🚜 การส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
🗺️ การใช้ Agri-Map เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม
🌦️ มาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการป้องกัน การช่วยเหลือฉุกเฉิน และการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกร
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการจัดทำ ร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2571–2575) ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยให้ความสำคัญกับ
-
การบูรณาการข้อมูลระบบอาหาร
-
การเพิ่มศักยภาพและภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร
-
การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูง โลจิสติกส์ และอาหารแห่งอนาคต
-
การยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบตรวจสอบย้อนกลับ
-
การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร
-
การส่งเสริมความเป็นธรรมแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการ MSMEs
ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วย ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบอาหารของประเทศ และเสริมความยั่งยืนในระยะยาว

