“แสงทอง-อัครา” หนึ่งในผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในธุรกิจไข่ไก่ออร์แกนิกไทย เดินเกมรุกครั้งใหญ่ ประกาศนำแบรนด์ “AKARA” บุกงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 เป็นครั้งแรก หวังขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ พร้อมปักหมุดแบรนด์ไทยสู่เวทีอาหารโลก
นายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการ เครือบริษัทแสงทอง-อัครา เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายเชิงรุกในการสร้างแบรนด์ AKARA ให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยต้องการผลักดันให้ผู้บริโภคยุคใหม่หันมาบริโภคไข่ไก่และเนื้อไก่เพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ภายใต้จุดขายด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการผลิตแบบออร์แกนิกครบวงจร
ปัจจุบัน เครือแสงทอง-อัครา ถือเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจรของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านฟาร์มไก่ไข่ ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ และอาหารพร้อมรับประทาน โดยมีฐานธุรกิจหลักอยู่ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
ธุรกิจบริหารผ่านบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท แสงทองสหฟาร์ม, บริษัท อัครา กรุ๊ป จำกัด และอัครา-ไอเซ โดยทายาทตระกูล “อัครนิธิยานนท์” เข้ามาต่อยอดจากธุรกิจฟาร์มไก่ดั้งเดิม สู่การพัฒนาอาหารแปรรูปและ Food Innovation ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
ปัจจุบัน “อัครา” มีกำลังการผลิตไข่ไก่ประมาณ 3 ล้านฟองต่อวัน และวางจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดชั้นนำ เช่น Lotus’s, Big C, Tops, Gourmet Market และ Makro
ขณะที่ตลาดไข่ไก่ไทยมีผลผลิตรวมราว 42 ล้านฟองต่อวัน โดยผู้เล่นรายใหญ่หลักยังเป็นเครือซี.พี. และกลุ่มเบทาโกร อย่างไรก็ตาม ตลาดส่วนใหญ่ยังมาจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ
นายธนาวุฑกล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่ AKARA จะเข้าร่วมงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีพื้นที่จัดแสดงกว่า 100,000 ตารางเมตร และมีผู้ประกอบการจากทั่วโลกกว่า 3,000 บริษัทเข้าร่วม
“งาน THAIFEX ครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการเปิดตัวอัคราสู่ตลาดโลก เราอยากเล่าให้คนทั่วโลกเห็นว่า อัคราไม่ใช่แค่สินค้าเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ Food Innovation ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่” นายธนาวุฑกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าเทรนด์ “โปรตีนเพื่อสุขภาพ” จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจอาหารในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการอาหารคุณภาพสูง โปรตีนสะอาด และผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า คนไทยบริโภคไข่ไก่เฉลี่ย 230 ฟองต่อคนต่อปี ยังต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการที่ประมาณ 300 ฟองต่อคนต่อปี ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีอัตราการบริโภคสูงถึง 350-400 ฟองต่อคนต่อปี สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาดไข่ไก่ไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น
“เราพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลายรายการ เช่น กากถั่วเหลือง วิตามินอาหารสัตว์ และข้าวโพด เมื่อเกิดสงคราม ราคาพลังงานและโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้นทันที สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือเร่งปรับตัวและบริหารต้นทุนให้ได้” นายธนาวุฑกล่าวทิ้งท้าย

