Site icon aviNews, la revista global de avicultura

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกในเอเชียแสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทายอยู่

Escrito por: Dr Hamid Jawad , Dr. Faran Hameed - Dynamic, highly motivated, energetic, and entrepreneurial mindset and versatile leader with 30 years of success in driving growth of company revenue and improving sales & team performance within a competitive business market. Excellent communicator with the ability to actively manage change. Highly organized and extremely proficient in balancing and handling multiple competing priorities within a fast-paced environment. Over 30 years of experience in variety of fields related to animal production, most of which gained in animal nutrition and feeding management covering all aspects like, feed business management, feed formulation, feed mill management, research & development and feed sales & marketing. Always exceeded the targets due to natural leadership qualities, team player, excellent planning and execution. Productive and versatile leader with vast experience working with multi-cultural workforce and mentoring young managers to become future stars. Worked at international level from Japan to Singapore, from Malaysia to New Zealand and from Pakistan to Saudi Arabia and Egypt. Excellent interpersonal skills, relate quickly and easily to a wide range of cultures, personalities and business levels. Have led small to big teams with different nationalities and races. Mobile +65 91712086 E-Mail faran@safagrifood.com Linkedin www.linkedin.com/in/faranhameed Company website www.safagrifood.com
Sustainability

เนื้อหาดูได้ที่: English (อังกฤษ) Tiếng Việt (เวียดนาม)

ความยั่งยืนโดยพื้นฐานเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อรับประกันว่าทรัพยากรเหล่านี้จะมีเพียงพอสำหรับทั้งคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกในเอเชียเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเอเชียมีสัดส่วนการผลิตสัตว์ปีกเกือบ 40% ของโลก ซึ่งขับเคลื่อนโดยการเพิ่มขึ้นของประชากร รายได้ที่สูงขึ้น และความต้องการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูงมากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของประชากร การพัฒนาเมือง และรายได้ที่สูงขึ้น ได้สร้างความต้องการผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกอย่างมหาศาล ทำให้เอเชียกลายเป็นทวีปชั้นนำทั้งในด้านการผลิตและการบริโภคสัตว์ปีกของโลก. การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญนี้ ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งโภชนาการและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของความยั่งยืน

สถานการณ์ปัจจุบัน

ตามรายงานเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังล้าหลังในหลายเป้าหมายจากทั้งหมด 17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ได้แก่:

ปัจจุบัน ข้อมูล SDGs อย่างเป็นทางการมีพร้อมสำหรับการวัดความก้าวหน้าใน 117 เป้าหมายจากทั้งหมด 169 เป้าหมายใน 17 เป้าหมายหลัก ขณะที่ข้อมูลยังไม่เพียงพอสำหรับอีก 52 เป้าหมายที่เหลือ

ในบรรดาเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ที่เหลือ 71% (83 เป้าหมาย) ต้องเร่งความก้าวหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2030 และอีก 15% (18 เป้าหมาย) มีแนวโน้มเชิงลบและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ตามรายงานของ Kantar ผู้บริโภคชาวเอเชีย 58% ยินดีลงทุนทั้งเวลาและเงินเพื่อสนับสนุนบริษัทที่ทำสิ่งดี ๆ และในความเป็นจริง 63% ได้นำประเด็นความยั่งยืนมาพิจารณา อย่างน้อยเป็นครั้งคราวในการตัดสินใจซื้อสินค้า

ตัวอย่างเช่น, การนำวิธีให้อาหารสัตว์อย่างแม่นยำมาใช้ช่วยลดการสูญเสียอาหารสัตว์ , ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม. การติดตั้งระบบระบายอากาศที่ประหยัดพลังงานและไฟ LED ในโรงเรือนสัตว์ปีกช่วยลดการใช้ไฟฟ้า. นอกจากนี้ ยังมีความสนใจที่เพิ่มขึ้นในทางเลือกพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการดำเนินงานฟาร์ม โดยเฉพาะในประเทศที่มีแสงแดดอุดมสมบูรณ์

ในด้านการจัดการของเสีย ฟาร์มจำนวนมากได้พัฒนาไปไกลกว่าการกำจัดของเสียขั้นพื้นฐาน

ในด้านสวัสดิภาพสัตว์ แม้จะยังมีอุปสรรคอยู่ แต่ก็มีการตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น ความตระหนักนี้มักได้รับอิทธิพลจากมาตรฐานสากลและความคาดหวังของผู้บริโภคในตลาดเอเชียที่พัฒนาแล้วมากกว่า

แม้ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายเพื่อเร่งการเจริญเติบโตหรือป้องกันโรคตามปกติจะลดลงในบางพื้นที่เนื่องจากอิทธิพลระดับโลก แต่ก็ยังคงเป็นความท้าทายด้านความยั่งยืนที่สำคัญเนื่องจากความเสี่ยงต่อการดื้อยาต้านจุลชีพ

ความท้าทายเพื่อความยั่งยืน

เส้นทางสู่การบรรลุความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบในภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของเอเชียเต็มไปด้วยความท้าทายที่เกี่ยวเนื่องกันมากมาย:

แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม:

การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR)

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างกว้างขวางและในหลายกรณียังขาดการควบคุมในระบบการเลี้ยงสัตว์ปีก ไม่ว่าจะเพื่อเร่งการเจริญเติบโตหรือเพื่อการป้องกันโรค ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR)

ความมั่นคงด้านอาหารสัตว์และความผันผวนของราคา

การพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพด ทำให้อุตสาหกรรมสัตว์ปีกในภูมิภาคเอเชียมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาตลาดโลกและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

สวัสดิภาพสัตว์

เมื่อความตระหนักรู้ของผู้บริโภคและการคำนึงถึงจริยธรรมเพิ่มสูงขึ้น แนวปฏิบัติการเลี้ยงแบบเข้มข้นดั้งเดิมจึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ประเด็นด้านความหนาแน่นของการเลี้ยงสัตว์ที่สูงเกินไป การขาดการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และวิธีการคัดทิ้งสัตว์บางรูปแบบ ล้วนก่อให้เกิดคำถามด้านจริยธรรม

ความอยู่รอดทางสังคมและเศรษฐกิจ

แนวทางแก้ไขเพื่อความยั่งยืน

การรับมือกับประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และผู้บริโภค

แนวทางด้านสิ่งแวดล้อม

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Approaches)

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

วัตถุดิบอาหารสัตว์ทางเลือก (Alternative Feed Ingredients)

การศึกษาและนำวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีนวัตกรรม แหล่งที่มาภายในประเทศ และมีความยั่งยืนมาใช้ ซึ่งครอบคลุมถึง:

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหารสัตว์

ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องด้านพันธุศาสตร์และโภชนศาสตร์สัตว์ ช่วยให้สามารถลดอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (Feed Conversion Ratio: FCR) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การใช้เอนไซม์เสริม เช่น ไฟเตส (phytase) และคาร์โบไฮเดรส (carbohydrase) ช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร ส่งผลให้ลดการพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีต้นทุนสูง และลดการขับถ่ายสารอาหารส่วนเกินออกสู่สิ่งแวดล้อม

การปรับปรุงระบบโรงเรือนและการระบายอากาศให้เหมาะสม

การออกแบบระบบโรงเรือนควบคุมสภาพอากาศที่สามารถรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในระดับเหมาะสม ช่วยลดการใช้พลังงานสำหรับการให้ความร้อนและการทำความเย็น พร้อมทั้งส่งเสริมสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ปีก

แนวทางด้านสุขภาพและสังคม

การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างมีความรับผิดชอบ (Antimicrobial Use: AMU) และทางเลือกอื่น

มาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์

การบังคับใช้และการรับรองแนวปฏิบัติด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ยกระดับขึ้น อาทิ การกำหนดความหนาแน่นการเลี้ยงที่เหมาะสม การจัดแสงสว่าง การเสริมสร้างสภาพแวดล้อม (environmental enrichment) และวิธีการจัดการสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภคและตลาดนานาชาติ

การมีส่วนร่วมกับชุมชน

การกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการของเสียและควบคุมกลิ่นอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับชุมชนโดยรอบ

มาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรม:

การรับรองสภาพการทำงานที่ปลอดภัย ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างมีจริยธรรมสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสัตว์ปีก

อนาคตของความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของเอเชีย

อนาคตของความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของเอเชียคาดว่าจะมีลักษณะเด่นด้วยการเร่งตัวอย่างรวดเร็วของแนวโน้มที่มีอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรม

การผลิตที่ปราศจากการใช้ยาปฏิชีวนะมีแนวโน้มจะกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม โดยได้รับแรงผลักดันจากความต้องการของผู้บริโภคและกฎระเบียบระดับโลกที่เข้มงวดยิ่งขึ้น การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความก้าวหน้าอย่างมากในการบริหารจัดการสุขภาพลำไส้ การป้องกันโรค และการเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมจะให้ความสำคัญกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น โดยนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ปุ๋ยชีวภาพ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

การวิเคราะห์วัฏจักรชีวิต (Life-Cycle Analysis: LCA) คือเครื่องมือในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการตลอดทั้งวงจรชีวิต การวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขององค์กรอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และน่าเชื่อถือ

การวิเคราะห์วัฏจักรชีวิต (LCA) จะพิจารณาปัจจัยนำเข้าทั้งหมดตลอดกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ พลังงาน การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ รวมถึงมลพิษที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้า จากข้อมูลเหล่านี้ ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจสามารถประเมินได้ว่าการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนส่งผลต่อความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์อย่างไร และสามารถนำไปใช้ในการระบุแนวทางลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้ายนี้ ความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสัตว์ปีก ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ภาครัฐ และสถาบันวิจัย จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

PDF
Exit mobile version