เนื้อหาดูได้ที่:
อุตสาหกรรมสัตว์ปีกมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตเร็วกว่าภาคการผลิตสัตว์ประเภทอื่น และมีบทบาทสำคัญต่อโภชนาการและความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ทั่วโลก
ระหว่างปี 2014–2024 ประชากรโลกแต่ละคนสามารถเข้าถึงเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 กิโลกรัม และไข่ไก่เพิ่มขึ้น 31 ฟอง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะยาว เช่น การรองรับประชากรโลกเพิ่มขึ้นอีก 1.5 พันล้านคนภายในปี 2050 รวมถึงความท้าทายในระยะสั้น ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต สุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การแข่งขันที่รุนแรง และการดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม
ความท้าทายทั้งหมดนี้สามารถรับมือได้ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ “การศึกษา การจ้างงาน และการวิจัย” ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการหารือในการประชุมนานาชาติของสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก (WPSA) สาขาอินโดนีเซีย
รูป และ กราฟฟิคทั้งหมดในเรื่อง โดย ดร. Vincent Guyonnet.
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คืออะไร
หัวใจสำคัญของอนาคตอุตสาหกรรมสัตว์ปีก คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการนำปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) มาใช้งาน
แนวคิดด้าน AI เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1956 ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาเครื่องจักรที่มีความฉลาดเทียบเท่าสมองมนุษย์ แต่เนื่องจาก “การเรียนรู้” เป็นองค์ประกอบสำคัญของความฉลาด วงการวิทยาศาสตร์จึงอธิบาย AI ว่าเป็นศาสตร์ที่พยายามจำลองลักษณะการเรียนรู้ของสมองเด็ก
นิยามดังกล่าวหมายถึง การสร้างเครื่องจักรที่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้จากเรื่องหนึ่งไปประยุกต์ใช้กับอีกเรื่องหนึ่งได้ ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในหลากหลายด้าน เช่น การมองเห็นด้วยคอมพิวเตอร์ การจดจำเสียงพูด และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ
หนึ่งในแขนงสำคัญของ AI คือ “Machine Learning” หรือการเรียนรู้ของเครื่อง ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อค้นหาแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึก โดยแบ่งออกเป็น
- Supervised Learning: ระบบเรียนรู้จากข้อมูลตัวอย่างที่มีผลลัพธ์กำกับไว้
- Unsupervised Learning: ระบบวิเคราะห์หารูปแบบหรือแนวโน้มจากข้อมูลโดยไม่มีคำสั่งกำกับ
ปัจจุบัน Supervised Learning ถูกนำมาใช้ฝึกโมเดลให้สามารถตรวจจับไก่ตาย พฤติกรรมการวางไข่นอกจุดของแม่พันธุ์ รวมถึงคาดการณ์น้ำหนักไก่เนื้อล่วงหน้าได้ถึง 10 วัน
แม้อุตสาหกรรมสัตว์ปีกจะมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ข้อมูลจำนวนไม่น้อยยังถูกเก็บแบบแมนนวลและบันทึกลงกระดาษ ดังนั้น ความท้าทายสำคัญคือการมีข้อมูลดิจิทัลที่เพียงพอสำหรับการฝึกอัลกอริทึมและพัฒนาโมเดล AI ใหม่ ๆ
การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่สามารถบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เช่น น้ำหนักสัตว์ การกินอาหารและน้ำ อุณหภูมิ และความชื้นในโรงเรือน นำไปสู่ยุค “Poultry 4.0” อย่างเต็มรูปแบบ
การศึกษา
ผู้คนมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน บางคนชอบอ่าน บางคนชอบดูวิดีโอสอน ขณะที่บางคนชอบค้นพบด้วยตนเอง
ความสำเร็จของแอปพลิเคชันอย่าง Duolingo เกิดจากความสามารถในการปรับบทเรียนให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน เทคโนโลยี AI สามารถออกแบบแบบฝึกหัดที่เน้นแก้ไขข้อผิดพลาดเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง
ปัจจุบัน นักการศึกษาจำนวนมากได้นำ AI มาใช้ในการเรียนการสอน มีทั้งหนังสือ คู่มือ และบทเรียนเกี่ยวกับการใช้ AI ในห้องเรียนเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทำให้ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในอนาคต
ตัวอย่างเช่น องค์กรไม่แสวงหากำไร World Veterinary Education in Production Animal Health (WVEPAH) ร่วมกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) และมหาวิทยาลัยมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ได้จัดหลักสูตรพัฒนาความรู้ต่อเนื่องสำหรับสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ปีกทั่วโลก โดยเตรียมเปิดหลักสูตรด้านไก่เนื้อและสัตว์ปีกน้ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
นอกจากนี้ “การสื่อสาร” จะกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในอนาคต แม้ภาคอุตสาหกรรมจะเต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่เชื่อมั่นในข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ แต่การถกเถียงกับภาครัฐ ผู้ค้าปลีก ภาคประชาสังคม และผู้บริโภค มักไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “วิทยาศาสตร์” เพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับ “อารมณ์ความรู้สึก” ของผู้คนด้วย
อุตสาหกรรมสัตว์ปีกจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารใหม่ ๆ และเรียนรู้การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับผู้บริโภครุ่นใหม่
การจ้างงาน
คำถามสำคัญคือ จะดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้อย่างไร
แม้อุตสาหกรรมยังต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก แต่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานในฟาร์ม ทำให้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งพัฒนา “ระบบอัตโนมัติ” และ “ดิจิทัล” เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น การชั่งน้ำหนักสัตว์แบบแมนนวล ซึ่งทำได้ไม่บ่อย สร้างความเครียดให้สัตว์ และอาจเกิดความผิดพลาดจากมนุษย์ ขณะที่ระบบชั่งน้ำหนักอัตโนมัติแบบอัจฉริยะสามารถบันทึกน้ำหนักและความสม่ำเสมอของฝูงสัตว์ได้ทุกวัน ช่วยให้บริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อุตสาหกรรมสัตว์ปีกควรใช้ AI เพื่อ “เสริมศักยภาพ” การทำงานของมนุษย์ เช่น ระบบ Artificial Vision ที่ช่วยตรวจสอบและคัดเกรดซากไก่หรือไข่ เพิ่มทั้งความแม่นยำและประสิทธิภาพในการแปรรูป
ในอนาคต AI จะพัฒนาไปสู่แนวคิด “Collaborative Intelligence” หรือการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร โดย AI จะช่วยเพิ่มศักยภาพมนุษย์ มากกว่าการเข้ามาแทนที่แรงงานโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า แม้ AI อาจไม่ได้แทนที่แรงงานทั้งหมด แต่ “แรงงานที่ใช้ AI” มีแนวโน้มจะแทนที่ “แรงงานที่ไม่ใช้ AI”
การวิจัย
AI และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก กำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญของงานวิจัยทั่วโลก
เช่นเดียวกับที่เทคโนโลยีชีวภาพได้รับความสนใจในช่วงทศวรรษ 1990 และประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ได้รับความสำคัญในช่วงทศวรรษ 2000 ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นหัวข้อยอดนิยมในภาควิชาวิทยาศาสตร์สัตว์ปีก
ในปี 2025 มีงานวิจัยในวารสาร Poultry Science จำนวน 19 ฉบับที่ใช้คำสำคัญ เช่น Neural Network, Deep Learning หรือ Machine Learning และในปี 2026 ก็มีการตีพิมพ์แล้วอีก 9 ฉบับ
AI ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถค้นหาแนวโน้มและรูปแบบจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้ “มองเห็นสิ่งที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น” ผ่านกระบวนการ Machine Learning ซึ่งช่วยค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรม
ในขณะที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความยั่งยืนจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยและพัฒนา
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมสัตว์ปีกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นเพียง 8.4% ของภาคปศุสัตว์ทั้งหมด หรือประมาณ 600 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยแหล่งปล่อยหลักมาจากอาหารสัตว์และมูลสัตว์
จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ ได้แก่
- ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ
- การดูแลสุขภาพลำไส้สัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
- การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของโลก
ตัวอย่างเช่น บริษัท Insighter จากจีน มุ่งวิจัยด้านสุขภาพลำไส้สัตว์ โดยใช้โมเดลคอมพิวเตอร์และ AI เพื่อค้นหาสารที่มีศักยภาพสำหรับการทดลองทางคลินิก และเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่
บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ “Gutmyria” ที่มีคุณสมบัติต้านโรคบิดและช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ซึ่งอาจนับเป็นผลิตภัณฑ์ต้านโรคบิดชนิดใหม่รายแรกนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990
AI จะช่วยเร่งการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในอนาคต
กำหนดอนาคตอุตสาหกรรมสัตว์ปีก
ในอดีต ผู้นำในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกจำนวนมากเคยกล้าตัดสินใจลงทุนในระบบโรงเรือนใหม่ วัตถุดิบอาหารสัตว์ สูตรอาหาร และเทคโนโลยีวัคซีนที่ล้ำสมัย
งานวิจัยและนวัตกรรม คือกุญแจสำคัญที่นำพาอุตสาหกรรมสัตว์ปีกมาสู่ความสำเร็จในปัจจุบัน
และในโลกดิจิทัลยุคใหม่ ผู้นำระดับโลกจะมีบทบาทสำคัญในการนำพาอุตสาหกรรมสัตว์ปีกให้สามารถใช้ศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต

