เนื้อหาดูได้ที่:
การมีขนปกคลุมไม่เพียงพอในแม่ไก่ไข่ อาจส่งผลให้ความสมบูรณ์พันธุ์ (fertility) ลดลง เนื่องจากแม่ไก่หลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์ เกิดความเสียหายทางกายภาพมากขึ้น และมีความต้องการพลังงานสูงขึ้น การให้คะแนนสภาพขน (feather scoring) ช่วยระบุช่วงเวลาที่เกิดการสูญเสียขนได้ แต่โดยทั่วไปไม่สามารถบ่งชี้สาเหตุที่แท้จริงได้โดยตรง
การจัดการในช่วงเลี้ยงรุ่น (Rear) – พื้นที่ การกระจายอาหาร รูปแบบอาหาร และการบริหารจัดการ
คุณภาพขนที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่ระยะเลี้ยงรุ่น ความหนาแน่นการเลี้ยงมีความสำคัญเพื่อให้ไก่สามารถเข้าถึงอาหาร น้ำ และทรัพยากรต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง
พื้นที่ให้อาหารเป็นปัจจัยสำคัญ โดยไก่ทุกตัวควรสามารถกินอาหารพร้อมกันได้ และเมื่อไก่โตขึ้นควรเพิ่มพื้นที่ให้อาหารให้เหมาะสม ควรกระจายอาหารทั้งหมดภายใน 3 นาที เพื่อให้ไก่เข้าถึงอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ หากจำเป็นอาจใช้ถังอาหารเสริม (satellite hoppers) เพื่อเร่งกระบวนการ
ระบบให้อาหารควรเติมในช่วงมืด เพื่อให้อาหารพร้อมสำหรับไก่ทุกตัวทันทีที่เปิดไฟ อาหารเม็ดหรืออาหารบดที่มีความสม่ำเสมอไม่ดี จะทำให้เกิดผงอาหาร (fines) ปริมาณมาก ส่งผลให้การกินอาหารไม่สม่ำเสมอ และอาจนำไปสู่พฤติกรรมจิกขน
ควรจัดให้น้ำสะอาด อุณหภูมิเหมาะสม และมีจำนวนจุดให้น้ำเพียงพอตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ให้น้ำ การตรวจพบว่ามีน้ำในกระเพาะพัก (crop) เป็นตัวบ่งชี้ว่าไก่สามารถเข้าถึงน้ำได้ดี
โภชนาการ
ปัจจัยทางโภชนาการหลายประการมีบทบาทต่อการพัฒนาและคุณภาพของขน ได้แก่
- กรดอะมิโน – กรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์ โดยเฉพาะเมไทโอนีนและซิสทีน มีความสำคัญต่อการสร้างขน ควรจัดสมดุลกรดอะมิโนให้เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงเลี้ยงรุ่นที่ขนกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักจำเป็นต้องเสริมเมไทโอนีนสังเคราะห์ในสูตรอาหาร ทั้งนี้ การเสริมเมไทโอนีนและทริปโตเฟนในน้ำดื่ม ยังช่วยให้ไก่สงบลงและลดพฤติกรรมจิกขน
- พลังงาน – ความไม่สมดุลหรือการขาดพลังงานอาจทำให้เกิดการสูญเสียขน
- แร่ธาตุรอง (Trace elements) – สังกะสีมีความจำเป็นต่อการสร้างขน การขาดสังกะสีจะทำให้ขนไม่สมบูรณ์และเกิดปัญหาอื่น ๆ ซีลีเนียมก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ควรจัดให้อยู่ในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดี
- วิตามินบีรวม – จำเป็นต่อการพัฒนาขน การเสริมในน้ำดื่มช่วงที่ไก่เกิดความเครียด จะช่วยลดพฤติกรรมจิกหรือเลียขน
- ใยอาหารหยาบ – พฤติกรรมกินขนสัมพันธ์กับความต้องการใยอาหาร การมีใยอาหารต่ำในสูตรอาหารอาจทำให้เกิดการจิกขน ควรตรวจสอบสภาพวัสดุรองพื้น (litter) เพื่อประเมินว่ามีการกินขนหรือไม่
โรคในฝูง
โรคบิด (Coccidiosis) และโรคลำไส้อักเสบเนื้อตาย (Necrotic enteritis) อาจทำลายระบบทางเดินอาหารและลดประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหาร ควรเฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติ มูลเปลี่ยนสี หรือท้องเสีย และให้การรักษาอย่างเหมาะสม
วัสดุรองพื้นที่เปียกจะทำให้ขนชื้นและเปราะหัก ขัดขวางพฤติกรรมอาบฝุ่น และเพิ่มการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ในโรงเรือน
เมื่อแม่ไก่ได้รับการกระตุ้นแสง (light stimulation) ระบบสรีรวิทยาจะเปลี่ยนจากการเจริญเติบโตและการสร้างขน ไปสู่การผลิตไข่ หลังจากขนชุดโตเต็มวัยพัฒนาเสร็จแล้ว ภายใต้สภาวะปกติ ไก่จะไม่สร้างขนใหม่ระหว่างระยะให้ไข่ ดังนั้นในช่วงการผลิต ควรมุ่งเน้นการปกป้องสภาพขนและลดความเสียหาย
ความสม่ำเสมอน้ำหนักตัว
ฝูงที่มีความสม่ำเสมอจะจัดการได้ง่ายและให้อาหารได้มีประสิทธิภาพ ไก่ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานมักมีสภาพขนดีกว่าไก่ที่มีน้ำหนักเบี่ยงเบนจากคำแนะนำอย่างมาก
การผสมพันธุ์ (Mating-up)
ในช่วงเริ่มผสมพันธุ์ ควรให้ตัวผู้และตัวเมียมีความพร้อมทางเพศสอดคล้องกัน และจัดสัดส่วนตัวผู้ให้เหมาะสม เพื่อลดการผสมเกิน (over-mating) และการทำลายขน
หากพบว่าช่วงต้นมีการผสมมากเกินไปจนแม่ไก่ต้องหลบขึ้นพื้นยก (slats) ควรปรับลดจำนวนตัวผู้โดยทันที
เมื่ออายุฝูงเพิ่มขึ้น ควรทยอยลดจำนวนตัวผู้ หากพบการสึกหรอของขนมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่ามีจำนวนตัวผู้มากเกินไป แม่ไก่ที่สูญเสียขนมักเป็นกลุ่มที่หลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์มากที่สุด
ความเสียหายของขนในระยะการผลิต
ความเข้มแสงในโรงเรือนไก่ไข่ไม่ควรเกิน 100 ลักซ์ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการจิกขน การหว่านกรวดหยาบที่ไม่ละลายน้ำในบริเวณวัสดุรองพื้น จะช่วยกระตุ้นให้ไก่คุ้ยเขี่ยและลดพฤติกรรมจิกขน
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไก่ทุกตัวสามารถกินอาหารพร้อมกันได้ เมื่อจำนวนไก่ลดลง ควรปรับพื้นที่ให้อาหารให้เหมาะสมกับจำนวนและขนาดของไก่ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ให้อาหารมากเกินไป
ควรตรวจสอบไรและปรสิตอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดการจิกขน และต้องให้การรักษาอย่างทันท่วงที
ควรทำการประเมินคะแนนขนจากตัวอย่างไก่ที่เป็นตัวแทนฝูงทุก 4 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่อายุ 12 สัปดาห์ บริเวณต้นขาเป็นส่วนที่มีขนขึ้นช้าที่สุด จึงควรให้ความสำคัญในช่วงเลี้ยงรุ่น
หลังจากถึงช่วงพีกการให้ไข่ ควรประเมินทุก 10 สัปดาห์ โดยตรวจบริเวณหลัง ต้นขา ปีก และหาง ทั้งนี้ ไก่บางตัวอาจมีการผลัดขนตามธรรมชาติราวอายุ 40 สัปดาห์ ซึ่งควรตัดออกจากกลุ่มตัวอย่าง
หากไก่อายุ 35 สัปดาห์ขึ้นไปสูญเสียขนอย่างรุนแรงแล้ว จะมีแนวทางแก้ไขจำกัด ดังนั้นควรมุ่งเน้นการพัฒนาขนในช่วงต้นของการเลี้ยงรุ่น การรักษาและเสริมสร้างขนในช่วงกลางถึงปลายของการเลี้ยงรุ่น และการป้องกันความเสียหายของขนในช่วงการให้ไข่
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชม Info Center ได้ที่ www.aviagen.com

