บมจ.เบทาโกร (BTG) มีแนวโน้มการดำเนินธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หลังราคาไก่และสุกรเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และการขยายพอร์ตสินค้ามูลค่าเพิ่ม ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์มองว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนคือการบริหารจัดการวัตถุดิบล่วงหน้า โดยเฉพาะข้าวโพดและข้าวสาลี ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนอาหารสัตว์ได้ แม้ตลาดโลกยังมีความผันผวนจากปัจจัยด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ราคาเนื้อไก่และเนื้อสุกรที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น รวมถึงราคาไข่ไก่ที่เริ่มฟื้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่งผลบวกต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการเร่งขยายสัดส่วนสินค้ากลุ่มมูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) โดยเฉพาะอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินค้าเกษตรขั้นต้น พร้อมเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกมากขึ้น
นอกจากนี้ ธุรกิจส่งออกยังเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนสำคัญ โดยความต้องการเนื้อไก่และเนื้อสุกรจากต่างประเทศยังอยู่ในระดับดี ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดโลก
ในด้านต้นทุนการผลิต นักวิเคราะห์ยังประเมินว่า ราคาวัตถุดิบบางประเภท เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวสาลี มีแนวโน้มปรับลดลงตามทิศทางราคาพลังงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในระยะต่อไป
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า BTG ไม่ได้อาศัยเพียงการฟื้นตัวของราคาเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ยังใช้กลยุทธ์บริหารต้นทุน การต่อยอดสินค้าแปรรูป และการขยายตลาดส่งออก เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในช่วงครึ่งหลังของปี ท่ามกลางอุตสาหกรรมอาหารที่เริ่มกลับมามีทิศทางสดใสมากขึ้น

