เนื้อหาดูได้ที่:
จากจุดเริ่มต้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ต้อง “เอาตัวรอด” วันนี้ EMILY’S หมี่ไก่ฉีก กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของการเติบโต โดยไม่ใช่เพียงการขยายสาขาในประเทศ แต่เป็นการ “บุกตลาดโลก” อย่างจริงจัง เริ่มจากสิงคโปร์ ก่อนต่อยอดสู่เอเชียและยุโรป พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาทภายใน 2 ปี
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา EMILY’S เติบโตจากร้านเดลิเวอรี่เล็กๆ สู่แบรนด์ที่มีสาขารวม 10 แห่ง และต่อยอดด้วย “House of EMILY’S” เพื่อเติมเต็มประสบการณ์หน้าร้าน ขณะที่ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการเร่งขยายตลาด ทั้งการออกบูธในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และการทดลองตลาดในต่างประเทศ
- “นัยนชนก ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา” (คุณเพ็บ) เจ้าของหมี่ไก่ฉีกเอมิลี่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เล่าว่า การตัดสินใจออกไปต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่มาจากการ “ทดสอบตลาด” ผ่าน Pop-up Booth ในหลายประเทศ ซึ่งให้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย โดยเฉพาะในสิงคโปร์“ตอนแรกคิดว่าลูกค้าจะเป็นคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ แต่ปรากฏว่ามีชาวต่างชาติมาต่อแถวจำนวนมาก หลายคนเคยลองทานตอนมาเที่ยวไทย และตั้งใจกลับมาซื้ออีก”
จากสัญญาณบวกดังกล่าว ทำให้ EMILY’S เลือก “สิงคโปร์” เป็นประเทศแรกในการเปิดสาขาถาวรในต่างประเทศ โดยมีแผนเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2569 ในรูปแบบ Grab & Go ซึ่งยังคงเป็นโมเดลหลักของแบรนด์
นอกเหนือจากสิงคโปร์ ตลาดในเอเชียและยุโรปถูกวางเป็นเป้าหมายถัดไป โดย “เพ็บ” และ “ภัทร์” ผู้ร่วมก่อตั้ง ระบุว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ “ออกทัวร์ต่างประเทศ” อย่างเต็มรูปแบบ
“ปี 2569 จะเป็นปีที่พา EMILY’S ไปทั้งเอเชียและยุโรป เราอยากให้คนต่างชาติได้รู้จักรสชาติอาหารไทยมากขึ้น”
ประสบการณ์ในเกาหลีใต้ยิ่งตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในตลาดต่างประเทศ โดยในช่วงการออกบูธ พบว่าความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการบอกต่อบนโซเชียลมีเดีย
- “วันแรกอาจจะเป็นคนไทย แต่พอมีรีวิว วันที่สองคนเกาหลีมาต่อคิวยาว บางคนรอถึง 4 ชั่วโมง เพื่ออยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร”
การตอบรับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “หมี่ไก่ฉีก” ซึ่งเป็นเมนูเรียบง่าย สามารถต่อยอดสู่ตลาดสากลได้ หากมีการวางกลยุทธ์แบรนด์และการสื่อสารที่เหมาะสม
ในเชิงธุรกิจ ปี 2568 EMILY’S เติบโต 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เป้าหมายในระยะต่อไปถูกยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน
“อีก 2 ปี เราตั้งเป้าไปถึงพันล้าน ซึ่งการเติบโตจะต้องมาจากตลาดต่างประเทศและการพัฒนาสินค้าใหม่ควบคู่กัน”
ขณะเดียวกัน การเปิด “House of EMILY’S” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค จากเดิมที่เน้นเดลิเวอรี่เป็นหลัก สู่การสร้างประสบการณ์ในร้านอาหาร “เราอยากให้ลูกค้าได้ใช้เวลากับแบรนด์มากขึ้น ไม่ใช่แค่สั่งแล้วจบ การมีพื้นที่ของตัวเองทำให้เราสื่อสารตัวตนของ EMILY’S ได้ชัดขึ้น”
House of EMILY’S ยังเป็นพื้นที่ทดลองเมนูใหม่ โดยต่อยอดจาก “เส้นหมี่” ไปสู่การจับคู่กับโปรตีนและซอสหลากหลายรูปแบบ เช่น เส้นหมี่ปู เส้นหมี่แกงเขียวหวานเนื้อวากิว หรือเส้นหมี่ซีฟู้ดพรีเมียม ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มมูลค่าต่อบิล
แม้การเติบโตจะรวดเร็ว แต่ผู้ก่อตั้งยอมรับว่า จุดเริ่มต้นของ EMILY’S ไม่ได้มีภาพของ “ธุรกิจระดับพันล้าน” อยู่ในแผน
“วันแรกเราแค่คิดว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด และดูแลพนักงานให้ได้ ไม่ได้มีแผนระยะยาวแบบทุกวันนี้”
อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจเติบโตและมีทีมงานจำนวนมากขึ้น การวางแผนระยะยาวจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวนและผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
เป้าหมายของ EMILY’S จึงไม่ใช่เพียงการขยายสาขา แต่เป็นการ “ยกระดับอาหารไทย” ให้ไปสู่เวทีโลก“เราอยากพาอาหารไทยไปอยู่ในระดับเดียวกับเมนูที่คนทั่วโลกรู้จัก อย่างต้มยำกุ้งหรือก๋วยเตี๋ยวเรือ”
ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารที่รุนแรงขึ้น การเดินเกมต่างประเทศของ EMILY’S ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การขยายตลาด แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า “แบรนด์อาหารไทยยุคใหม่” จะสามารถเติบโตในเวทีโลกได้มากน้อยเพียงใด—and สิงคโปร์จะเป็นก้าวแรกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.

