เนื้อหาดูได้ที่:
แนวคิดเรื่อง “Ideal Protein” ซึ่งเป็นการกำหนดความต้องการกรดอะมิโนแต่ละชนิดในรูปของอัตราส่วนเทียบกับปริมาณไลซีน (Lysine) ในอาหารสัตว์ ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับนักโภชนาการในการกำหนดสูตรอาหารไก่เนื้อมานานกว่า 30 ปี
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไก่เนื้อให้ความสำคัญหลักกับกรดอะมิโน เมไทโอนีนร่วมกับซิสทีน (Methionine + Cystine หรือ Met+Cys), ไลซีน (Lysine หรือ Lys) และทรีโอนีน (Threonine หรือ Thr) เนื่องจากเป็นกรดอะมิโนสังเคราะห์เชิงพาณิชย์ 3 ชนิดแรกที่มีจำหน่ายในตลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรดอะมิโนสังเคราะห์ชนิดอื่น ๆ มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายมากขึ้น เปิดโอกาสให้เกิดกลยุทธ์ใหม่ในการกำหนดสูตรอาหารสัตว์
จากการพัฒนาทางพันธุกรรมของไก่และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกรดอะมิโน ทำให้มีความเหมาะสมที่จะทบทวนและปรับปรุงความต้องการกรดอะมิโนสำหรับไก่เนื้อยุคใหม่ โดย Aviagen ได้ดำเนินการศึกษาหลายโครงการเพื่อประเมินกรดอะมิโนที่มีบทบาทรองลงมา เช่น อาร์จินีน (Arginine หรือ Arg), กรดอะมิโนสายโซ่กิ่ง (Branched-Chain Amino Acids หรือ BCAAs), ฮิสติดีน (Histidine หรือ His) และฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine หรือ Phe) สำหรับไก่เนื้อสายพันธุ์ปัจจุบัน
อาร์จินีน (Arginine)
การมีระดับไลซีนในอาหารสูง แต่มีปริมาณอาร์จินีนไม่สมดุลเพียงพอ อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของไก่เนื้อลดลง อาร์จินีนมีบทบาทสำคัญในหลายกระบวนการของร่างกาย ได้แก่ วัฏจักรยูเรีย (urea cycle), การสังเคราะห์โปรตีน และการไหลเวียนของเลือด
งานวิจัยล่าสุดของ Aviagen ในการกำหนดอัตราส่วน Arg : Lys พบว่า อัตราส่วนที่ระดับ 108% เพียงพอที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว (Feed Conversion Ratio: FCR) ในไก่อายุ 1–25 วัน (Figure 1) นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานบ่งชี้ว่า เมื่อไก่มีอายุมากขึ้น หรือเผชิญกับสภาพอากาศร้อนและ/หรือความท้าทายจากโรค การเพิ่มอัตราส่วนดังกล่าวอาจช่วยรักษาประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น
รูป 1. การตอบสนองของค่า FCR ในไก่เนื้อต่ออัตราส่วนกรดอะมิโนอาร์จินีนต่อไลซีนที่ย่อยได้ (Digestible Arg : Lys) ในระดับต่าง ๆ ช่วงอายุ 1–25 วัน
กรดอะมิโนสายโซ่กิ่ง (Branched-Chain Amino Acids: BCAAs)
วาลีน (Valine หรือ Val), ไอโซลิวซีน (Isoleucine หรือ Ile) และลิวซีน (Leucine หรือ Leu) จัดอยู่ในกลุ่มกรดอะมิโนสายโซ่กิ่ง หรือ BCAAs ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ถูกย่อยสลายโดยเอนไซม์ชนิดเดียวกัน ดังนั้น กรดอะมิโนทั้ง 3 ชนิดจึงจำเป็นต้องมีความสมดุลต่อกัน
ในสูตรอาหารไก่เนื้อ หากมีการใช้วัตถุดิบจากข้าวโพดในสัดส่วนสูง เช่น ข้าวโพด DDGS หรือ corn gluten meal ซึ่งมีปริมาณลิวซีนสูง อาจกระตุ้นการสลายตัวของวาลีนและไอโซลิวซีนเพิ่มขึ้น
เพื่อแก้ปัญหาระดับลิวซีนที่สูง จึงมีประโยชน์ในการเพิ่มระดับวาลีนและไอโซลิวซีนในอาหาร ดังแสดงใน Figure 2 ซึ่งระบุว่า อัตราส่วน Val : Lys และ Ile : Lys จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้ไก่มีการเพิ่มน้ำหนักตัวได้ดีที่สุด เมื่ออัตราส่วน Leu : Lys อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม แม้การเพิ่มวาลีนและไอโซลิวซีนจะช่วยลดผลกระทบจากลิวซีนสูงได้ แต่การเพิ่มน้ำหนักตัวสูงสุดจะเกิดขึ้นได้เมื่ออัตราส่วน Leu : Lys อยู่ที่ระดับ 110 เท่านั้น ดังนั้น นักโภชนาการจึงต้องให้ความสำคัญไม่เพียงแค่วาลีนและไอโซลิวซีน แต่รวมถึงลิวซีนด้วย
รูป 2. การเพิ่มน้ำหนักตัวของไก่เนื้อช่วงอายุ 20–34 วัน ที่ได้รับอาหารซึ่งมีอัตราส่วน Val : Lys, Ile : Lys และ Leu : Lys แตกต่างกัน โดยพบว่าการเพิ่มน้ำหนักตัวสูงสุด (1,332 กรัม) เกิดขึ้นเมื่ออัตราส่วน Val : Lys, Ile : Lys และ Leu : Lys อยู่ที่ระดับ 78, 66 และ 110 ตามลำดับ
ฮิสติดีนและฟีนิลอะลานีน (Histidine and Phenylalanine)
ฮิสติดีน (Histidine หรือ His) และฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine หรือ Phe) เป็นกรดอะมิโนที่จัดอยู่ในกลุ่มกรดอะมิโนจำกัดรองในสูตรอาหารไก่เนื้อ โดยฮิสติดีนมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ระบบภูมิคุ้มกัน และการรักษาสมดุลค่าความเป็นกรด-ด่างภายในเซลล์
ขณะที่ฟีนิลอะลานีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ และสามารถเปลี่ยนเป็นไทโรซีน (Tyrosine หรือ Tyr) ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท ลำไส้ กล้ามเนื้อ และต่อมต่าง ๆ ภายในร่างกาย
ผลการศึกษาล่าสุดของ Aviagen พบว่า การลดระดับโปรตีนหยาบในอาหารลง 3% ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว (FCR) ของไก่เนื้ออายุ 1–41 วัน เพิ่มขึ้น 6 จุด หากไม่สามารถรักษาอัตราส่วน His : Lys และ Phe+Tyr : Lys ไว้ที่ระดับ 34% และ 105% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเพิ่มอัตราส่วนดังกล่าวในสูตรอาหารโปรตีนต่ำเป็น 38% และ 114% ค่า FCR ที่ได้กลับใกล้เคียงกับสูตรอาหารมาตรฐาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกรดอะมิโนทั้งสองชนิดนี้
การปรับใช้ในทางปฏิบัติเพื่อสร้างสมดุลโปรตีน
โดยสรุป การจัดสูตรอาหารโปรตีนสมดุลสำหรับไก่เนื้อ ไม่ควรพิจารณาเพียง Met+Cys, Lys และ Thr เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงกรดอะมิโนชนิดอื่นร่วมด้วย
เมื่อสามารถสร้างสมดุลกรดอะมิโนได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการกำหนดระดับไลซีนที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการผลิตไก่เนื้อในแต่ละองค์กร
หากเป้าหมายคือการลดค่า FCR นักโภชนาการสามารถเพิ่มระดับ balanced protein ในอาหารได้ อย่างไรก็ตาม การทำให้ FCR ต่ำที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุดเสมอไป
จากการศึกษาของ Aviagen พบว่า ต้นทุนอาหารสัตว์ต่อการผลิตไก่เนื้อ 1 กิโลกรัมต่ำที่สุด เกิดขึ้นเมื่อใช้ระดับโภชนาการที่ 106% ของข้อกำหนดมาตรฐานโภชนาการของ Aviagen สำหรับไก่เนื้อน้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม (Figure 3)
รูป 3. ค่า FCR และต้นทุนค่าอาหารต่อการผลิตไก่เนื้อ 1 กิโลกรัม เมื่อปรับน้ำหนักตลาดที่ 1.8 กิโลกรัม
กล่าวโดยสรุป ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไก่เนื้อ คือ การสร้างสมดุลของกรดอะมิโนและระดับไลซีนโดยรวม อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทอาจมีเป้าหมายในการผลิตที่แตกต่างกัน และไม่ใช่ทุกแห่งที่จะมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียว ดังนั้น นักโภชนาการจึงจำเป็นต้องเข้าใจเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจน ว่าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือมุ่งเน้นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด
สามารถขอข้อมูลอ้างอิงของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ได้ที่ asia.marketing@aviagen.com สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.aviagen.com หรือสแกน QR Code

