เนื้อหาดูได้ที่:
TFG วางเกมรุกปี 2569 เดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกและเร่งลงทุนในเวียดนาม ควบคู่ขยายฐานการผลิตในภาคอีสาน เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงด้านต้นทุน พร้อมเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง ตั้งเป้าขยายร้าน Thai Foods Fresh Market แตะ 850 สาขา สร้าง S-Curve ใหม่ หนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และดันรายได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง
นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เปิดเผยว่า แผนดำเนินงานปี 2569 บริษัทจะขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการขยายธุรกิจค้าปลีกและการลงทุนในประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็น Growth Engine สำคัญของกลุ่มบริษัท
ในส่วนธุรกิจค้าปลีก ร้าน Thai Foods Fresh Market ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเติบโต (S-Curve) บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาจาก 615 สาขาในปี 2568 เป็น 850 สาขาในปี 2569 พร้อมขยายฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และเสริมความสามารถในการบริหารต้นทุน
ด้านธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม บริษัทเตรียมก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และขยายธุรกิจไก่เพิ่มเติมจากธุรกิจสุกรที่ดำเนินการอยู่แล้ว รวมถึงการขยายฟาร์มสุกรเพิ่มเติม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2569 และเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อรายได้และต้นทุนการผลิตอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้ทำออลไทม์ไฮต่อเนื่อง โดยรายได้หลักจะมาจากธุรกิจค้าปลีกในสัดส่วนประมาณ 50% รองลงมาเป็นธุรกิจสุกร ธุรกิจไก่ และธุรกิจอาหารสัตว์ ตามลำดับ
ด้านแผนการลงทุนในปี 2569 บริษัทวางงบประมาณไว้ที่ 4,000–4,500 ล้านบาท โดยราว 60% ใช้สำหรับขยายสาขาธุรกิจค้าปลีก ส่วนที่เหลือลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของร้านค้าปลีก พร้อมเดินหน้าขยายฐานการผลิตในภาคอีสาน ขณะเดียวกันแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบในปี 2569 มีทิศทางลดลง และบริษัทได้ล็อกราคาวัตถุดิบไว้แล้วประมาณ 60–70% ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปี 2569 จึงนับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต (Production Driven) สู่การเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตลาด (Market Driven) อย่างชัดเจน ผ่านการขยายช่องทางค้าปลีกของตนเอง ซึ่งช่วยให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคโดยตรง ลดความผันผวนของราคาเนื้อสัตว์ และเสริมความมั่นคงในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2568 (สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) บริษัทมีกำไรสุทธิ 6,292.76 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ เพิ่มขึ้น 4,026.72 ล้านบาท หรือ 177.70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 55,101.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.60% จากการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจสุกรทั้งในไทยและเวียดนาม
นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดรวม 0.40 บาทต่อหุ้น (จ่าย 3 ครั้ง) โดยล่าสุดจ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ในอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดที่มั่นคง รองรับแผนขยายธุรกิจในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

